May 16, 2022

ผลการจับฉลากทีมรอบชิงชนะเลิศ มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อนแต่ละทีมกัน

สำหรับศึกฟีฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ประจำฤดูกาล 2021-2022 คู่บิ๊กแมตช์ในใจแฟนบอลหลายคน คงหนีไม่พ้นการดวลกันระหว่างสิงโตน้ำเงินคราม เชลซี แชมป์เก่า กับ ราชันชุดขาว เรอัล มาดริด ดีกรีแชมป์ 13 สมัย การประกบคู่จากการจับฉลาก รอบรองชนะเลิศ ที่มีขึ้นช่วงหัวค่ำเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เรามาดูแต่ละคู่ว่าใครจะมีโอกาสเข้ารอบตัดเชือกกัน

– เชลซี VS เรอัล มาดริด

จากการดวลกันในรอบรองชนะเลิศ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว สิงโตน้ำเงินคราม เชลซี ได้เป็นฝ่ายนำชัย ด้วยคะแนนรวมสองนัด 3-1 ก่อนได้เข้าไปคว้าแชมป์ แต่ว่าการดวลกันครั้งนี้ ดูแล้ว ราชันชุดขาว เรอัล มาดริด มีโอกาสลุ้นมากกว่า เพราะสิงโตน้ำเงินคราม ได้รับผลกระทบจากปัญหานอกสนาม แถมฟอร์มของ ราชันชุดขาว ในซีซั่นนี้ มีความเก๋าเกม ถือว่ายอดเยี่ยมทั้งรุกและรับจริงๆ แต่ก็มีปัญหานิดนึง คือ คาริม เบนเซม่า ตอนนี้เจออาการบาดเจ็บเล่นงานพอดี แต่ดูแล้วไม่หนักหนาอะไร ดังนั้นเมื่อถึงวันลงเล่นจริง หากร่างกายเบนเซม่าอยู่ในสภาพที่พร้อมราชันชุดขาว เรอัล มาดริด สามารถคาดหวังทำแต้มได้จากเขาแน่นอน แถมมี วินิซิอุส จูเนียร์ เป็นอีกหนึ่งแข้งช่วยเสริมทัพด้วย

ตัวกุนซือ คาร์โล อันเชลอตติ VS โธมัส ทูเคิ่ล เรียกว่าฝีมือกินกันไม่ลง ทั้งด้านพลังนักเตะก็ไม่ได้ด้อยกว่ากัน เพียงแค่สถานการณ์ตอนนี้ ราชันชุดขาว ได้เปรียบกว่า ได้เตะเกมเลกสองที่บ้านตัวเอง ดังนั้นสำคัญที่เกมแรก ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ถ้าหาก สิงโตน้ำเงินคราม สามารถคว้าชัยด้วยแต้มสวยๆ พวกเขาก็มีโอกาสได้ลุ้นเช่นกัน

โอกาสเข้ารอบ : เรอัล มาดริด 55% – เชลซี 45%

– แมนเชสเตอร์ ซิตี้ VS แอตเลติโก มาดริด

รอบที่แล้ว ตราหมี แอตเลติโก มาดริด สามารถผ่าน เร้ด เดวิลล์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาได้ และรอบนี้พวกเขาก็ต้องเจอกับอีกหนึ่งทีมร่วมเมือง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และหากมองกันแบบง่ายๆ แน่นอนว่าเรือใบสีฟ้า เป็นต่ออยู่พอสมควร แต่ก็อย่างที่กุนซือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กล่าวไว้ หลังทราบผลการจับสลากนั้น เจ้าตัวบอกว่า การเจอกับ แอต.มาตริด นั้น แค่เล่นดีอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องเล่นให้ฉลาดด้วย
อย่างที่ทุกคนทราบกันดี ตราหมี ของกุนซือ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ อาจไม่ใช่ทีมที่เก่งสุด, เล่นสวยงามที่สุด หรือชอบเอาชนะคู่ต่อสู้ด้วยแต้มถล่มทลาย แต่เป็นทีมที่เล่นด้วยยาก ไม่มีใครอยากเจอด้วย เพราะอาจจะต้องเจอการเล่นแบบตุกติกที่ยั่วให้เสียอารมณ์ อย่างไรก็ตาม หาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่เจอปัญหานี้ และสามารถเล่นได้ตามเกมของตัวเอง ยังไงพวกเขาก็ดูดีกว่า แอต. มาตริด อยู่ไม่น้อย และยิ่งถ้าเกมแรก เรือใบเปิดบ้านฟาดหมี ได้แต้มก่อน มันก็เป็นไปได้ยากที่จะตกรอบ เพราะซีซั่นนี้ กุนซือเป๊ป ตั้งความหวังไว้สุดๆ ที่จะพาทีมคว้าแชมป์ยุโรปมาให้ได้ หลังจากที่ผิดหวังในรอบชิงชนะเลิศ เมื่อซีซั่นก่อน ถึงแม้สถานการณ์ในลีกตอนนี้ถูก หงส์แดง ลิเวอร์พูล ไล่จี้แล้วก็ตาม

โอกาสเข้ารอบ : แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 65% – แอตเลติโก มาดริด 35%

– บียาร์เรอัล VS บาเยิร์น มิวนิค

ผลงานในลีกระยะหลังของ บาเยิร์น มิวนิค ทีมแห่งเมืองเบียร์ ไม่ค่อยจะคงเส้นคงวา แต่ในถ้วย แชมเปี้ยนส์ ลีก กลับเป็นอีกเรื่อง ขณะที่ทีมของกุนซือ อูไน เอเมรี่ แห่งเมืองกระทิงดุ บียาร์เรอัล เป็นทีมที่แข็งแกร่งไม่ธรรมดา รอบที่แล้วก็ไป บุกเบียด ยูเวนตุส ตกรอบถึงบ้าน แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้อนเน้นจริงๆ บาเยิร์น มิวนิค พลาดยากมาก

ยุคของกุนซือ ยูเลียน นาเกิลส์มันน์ เสือใต้ บาเยิร์น มีจุดอ่อนอยู่ที่เกมรับ เมื่อต้องเจอกับทีมที่เล่นสวนกลับเก่งๆ พวกเขามักจะเสียท่าบ่อยๆ แต่ถ้าหากแข้งบาเยิร์นเล่นด้วยความระมัดระวัง และบรรดาผู้เล่นแนวรุกอย่าง โธมัส มุลเลอร์, โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้, ลีรอย ซาเน่, คิงส์เลย์ โกมัน และ แซร์จ นาบรี้ ต่างเล่นได้เข้าขากัน มันก็ยากที่จะมีใครมาต้านทานได้ ดูแล้ว เสือใต้ บาเยิร์น มีโอกาสปราบ เรือดำน้ำสีเหลือง  บียาร์เรอัล ได้ทั้งเกมเหย้า-เกมเยือนเลยทีเดียว

โอกาสเข้ารอบ : บาเยิร์น มิวนิค 70% – บียาร์เรอัล 30%

– เบนฟิก้า VS ลิเวอร์พูล

หากมองภาพรวม แน่นอนว่า หงส์แดง ลิเวอร์พูล ของกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ ดูเหนือกว่า เบนฟิก้า อยู่หลายขุม แถมเป็นทีมที่มีประสบการณ์โชกโชนในเกมใหญ่ๆ ของรายการนี้  สาวกหงส์แดง กล้าพูดได้เต็มปาก ว่างานนี้กล้วยๆ แต่บอกเลยว่า มันอาจไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อพิจารณาถึงโปรแกรมหนักๆ ที่ ลิเวอร์พูล จะต้องเจอ ทั้งใน พรีเมียร์ลีก และ เอฟเอ คัพ หากผ่านเข้ารอบรองชิงชนะเลิศได้

ส่วน เบนฟิก้า ของกุนซือ เนลสัน เวริสซิโมนั้น เป็นทีมที่จะมองข้ามไปไม่ได้ เพราะพวกเขาได้แสดงให้เห็นแล้วว่า พวกเขาสามารถฝ่าด่าน อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่สำคัญพวกเขามีตัวกองหลังเก๋าเกม พรีเมียร์ลีก อย่าง ยาน แฟร์ต็องเก้น และ นิโกลัส โอตาเมนดี้ ซึ่งน่าจะช่วยได้ไม่น้อยในการเจอกับ หงส์แดง อย่างไรก็ตาม หาก ลิเวอร์พูล ไม่ยิงทิ้งยิงขว้าง ได้เล่นตามเกมของตัวเอง, ผิดพลาดในเกมรับให้น้อยที่สุด และมีการจบสกอร์ที่เด็ดขาด พวกเขาก็มีโอกาสที่จะผ่านเข้าสู่รอบตัดเชือก และการได้เตะเลกสองที่ สนามแอนฟิลด์ ถือเป็นข้อได้เปรียบสำหรับพวกเขาเช่นกัน

โอกาสเข้ารอบ : ลิเวอร์พูล 60% – เบนฟิก้า 40%